เคล็ดลับแบ่งสัดส่วนการเงิน เพื่อเป็นเศรษฐีในอนาคต

เคล็ดลับแบ่งสัดส่วนการเงิน เพื่อเป็นเศรษฐีในอนาคต

Categories:

คำว่า “เศรษฐี” เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นอยากได้กันทั้งนั้น ซึ่งหากเรามีการบริหารการเงินในแต่ละเดือนของเราให้ดี ความฝันที่อยากเป็นเศรษฐีหรืออยากมีอิสรภาพทางการเงินนั้น ก็จะเป็นของคุณได้ง่าย ๆ โดยวันนี้เราก็ได้รวบรวม เคล็ดลับแบ่งสัดส่วนการเงิน เพื่อเป็นเศรษฐีในอนาคต มาให้กับทุกคน เพื่อที่เราจะสามารถใช้จ่ายสิ่งต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ และยังเหลือเงินไปต่อยอดเพื่อความมั่งคั่งในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้นเรามาเริ่มบริหารจัดการเงินตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่จะยิ่งใหญ่ได้ในวันหน้า

เคล็ดลับแบ่งสัดส่วนการเงิน เพื่อเป็นเศรษฐีในอนาคต

1. ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 55%

สำหรับการบริหารจัดการเงินในแต่ละเดือนนั้นเราสามารถแบ่งแยกออกเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกเป็นเปอร์เซ็นได้ โดยเงินจำนวนแรกคือ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ที่เราควรแบ่งเป็น 55% ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สำคัญและมากที่สุด และค่าใช้จ่ายนี้จะครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคหรือของใช้ภายในบ้าน รวมถึงหนี้สินต่าง ๆ เช่น ค่าผ่อนบ้านหรือคอนโด ค่าผ่อนรถ ค่างวดบัตรเครดิต เป็นต้น แม้จะเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด แต่ถ้าเราไม่คำนวณให้ดี หรือใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง เงินในส่วนนี้ก็อาจจะไม่เพียงพอต้องไปแบ่งจากเงินจำนวนอื่นก็ได้

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 55%

2. ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง 10%

ในส่วนของเงินจำนวนนี้ จะเป็นเงินที่เราชื่นชอบและดีต่อใจของเรามากที่สุด เพราะเป็นเงินที่เราสามารถใช้จ่ายกับอะไรก็ได้เพื่อเป็นรางวัลให้กับตัวเอง จากการทำงานเหนื่อยมาตลอดทั้งเดือน โดยสิ่งของนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราอยากได้มานาน เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด เสื้อผ้า เครื่องประดับแบรนด์เนม เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์งานฝีมือและงานอดิเรกต่าง ๆ หรือการซื้อประสบการณ์ล้ำค่าที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต เช่น ทริปท่องเที่ยวสุดพิเศษ บัตรคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรด มื้ออาหารสุดหรู เป็นต้น ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น แต่เชื่อหรือไม่ว่า เงินจำนวนนี้ได้สร้างความสุขให้เรามากกว่าที่คิด แถมช่วยเติมพลังให้พร้อมทำงานและใช้ชีวิตในวันต่อไปได้อีกด้วย ดังนั้นควรมีการแบ่งเงินจำนวนนี้ให้กับตัวเองด้วย

ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง 10%

3. ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและพัฒนาตนเอง 10%

เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นเงินที่ให้ประโยชน์ของเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานที่จะทำให้เราได้มีทักษะหรือความรู้ด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาต่อยอดให้กับการทำงานจนทำให้เงินเดือนของเราเพิ่มขึ้นก็ได้ และที่สำคัญความรู้เหล่านั้นจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตเลยล่ะ

ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและพัฒนาตนเอง 10%

4. เงินเก็บเพื่อการออมในระยะยาว 10%

สำหรับเงินในส่วนนี้จะช่วยให้เรามีเงินออมในระยะยาวที่อาจจะนำเงินจำนวนนี้มาซื้อสินทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้น เช่น บ้าน คอนโด รถยนต์ อีกทั้งยังเป็นเงินสำรองที่สามารถใช้ในยามฉุกเฉินได้ แต่ก็ต้องมีวินัยในการออมเป็นประจำด้วย

เงินเก็บเพื่อการออมในระยะยาว 10%

5. เงินเก็บเพื่อการลงทุน 10%

ในส่วนของเงินลงทุนนั้น สามารถทำได้อย่างหลากหลายวิธี ซึ่งจะตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุนได้ เช่น เงินฝากดอกเบี้ยสูง ตราสารหนี้ หุ้น ประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี กองทุนรวม กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพวัยเกษียณ (RMF) หรือสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดด้วย เพื่อลดความเสี่ยงลง

เงินเก็บเพื่อการลงทุน 10%

6. แบ่งปันให้ผู้อื่น 5%

ปิดท้ายกันด้วยเงินสัดส่วนสุดท้ายที่ไม่ใช่เงินเพื่อตัวเอง ซึ่งเงินในส่วนนี้จะเป็นเงินที่เราแบ่งปันให้กับผู้อื่น อย่างเช่น การให้ของขวัญในวันสำคัญของคนที่เรารัก การเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ให้กับครอบครัวของเรา รวมทั้งการทำบุญและบริจาคองค์กรการกุศลต่าง ๆ ด้วย

แบ่งปันให้ผู้อื่น 5%

การรู้จักแบ่งสัดส่วนการเงิน จะทำให้เราได้จัดสรรเงินได้อย่างเป็นระเบียบและมีการวางแผนการใช้เงินต่าง ๆ อย่างรอบคอบด้วย ซึ่งที่สำคัญอย่างมากในการบริหารเงินเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดคือ เราต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายที่มีการแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน ต้องไม่มีการใช้เกินจนต้องมาหยิบยืมจากเงินในส่วนอื่น ๆ ทั้งนี้หากหากเราสามารถทำได้ตาม 6 เคล็ดลับนี้ ความฝันในการเป็นเศรษฐีของเราก็อยู่ไม่ไกลเกินฝันอย่างแน่นอน

เมื่อเรามีการแบ่งสัดส่วนการเงินที่ชัดเจนแล้ว ก็จะช่วยทำให้การบริหารจัดการเงินของเรานั้นง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่ง 2 ปัจจัยหลักที่จะมีอิทธิพล ต่อสถานะการเงินส่วนบุคคล ก็เป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลต่อการจัดการแบ่งสัดส่วนของเราด้วย จึงควรที่จะศึกษาไว้ให้ดี เพื่อไม่ให้ปัจจัยเหล่านั้นมากระทบต่อการเงินของเราจนเกิดเป็นผลเสียนั่นเอง

ทั้งนี้ หากคุณเป็นมีครอบครัวและลูกน้อย หรืออาจจะเป็นเด็ก ๆ ในครอบครัว ก็ควรที่จะปลูกฝังให้พวกเขารู้จักการออมเงิน การเห็นคุณค่าของเงินตั้งแต่เด็กด้วย 4 ส. สอนสร้าง ที่ควรสอนให้ลูกรู้จักการออมเงิน ก็จะทำให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าและรู้จักใช้เงินมากขึ้น